ข้อแนะนำในการป้องกัน COVID-19 สำหรับสถานที่ทำงาน

การแพร่กระจายของเชื้อ COVID-19

ส่วนใหญ่แพร่กระจายผ่านการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ ผ่านทางละอองเสมหะจากการไอ จาม น้ำมูก น้ำลาย และเชื้อสามารถแพร่กระจายอยู่ได้นานหลายวัน หากไม่มีการทำความสะอาดที่ถูกวิธี ใช้มือสัมผัสสิ่งของแล้วนำมาแตะบริเวณหน้า ตา   หรือหยิบอาหารเข้าปาก สามารถติดเชื้อได้เช่นเดียวกับการสัมผัสเชื้อจากผู้ป่วยโดยตรง จึงต้องระมัดระวัง และต้องมีการรณรงค์เรื่องการล้างมือบ่อย ๆ และวิธีทำความสะอาดพื้นผิวที่อาจมีการปนเปื้อนบ่อย ๆ 

ข้อควรปฏิบัติการแพร่กระจายเชื้อ COVID19 ในสถานที่ทำงาน

การทำงานอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มมีการใช้พื้นที่ต่าง ๆ ร่วมกันย่อมมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อ เพราะมีคนจำนวนมากเข้ามาใช้พื้นที่ร่วมกัน สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ร่วมกันและมีการใช้สิ่งของร่วมกันมากที่สุด 

  • พนักงานสังเกตุอาการความผิดปกติตนเองก่อน
    • แนะนำให้พนักงานที่มีอาการป่วยในระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน เช่น ไข้ตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียส ไอ มีน้ำมูก หายใจลำบาก  ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน หรือมีอาการป่วยในระหว่างวันควรให้ตัวพนักงานออกจากพนักงานคนอื่น และพิจารณาเรื่องการให้ลากลับบ้าน พนักงานที่ป่วยต้องใส่ใส่อุปกรณ์การแพร่กระจายเชื้อ เช่น หน้ากากอนามัย 
  • สถานที่ทำงานสะอาดและถูกสุขลักษณะ
  • ส่งเสริมการทำงานที่บ้านเมื่อเจ็บป่วยในระบบทางเดินหายใจ และย้ำเรื่องการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอลล์เจล ที่มีแอลกอฮอล์มากว่า 70% เพื่อสุขอนามัยที่ดีของตนเอง
  • วางโปสเตอร์ที่ส่งเสริมให้อยู่บ้านเมื่อมีอาการเจ็บป่วย การไอและจามที่ถูกวิธี และการล้างมือที่ถูกวิธี ที่บริเวณประตูทางเข้าที่ทำงานให้เห็นอย่างชัดเจน
  • แนะนำให้พนักงานทำความสะอาดมือบ่อยครั้งด้วยแอลกอฮอล์เจลที่มีแอลกอฮอล์มากว่า 70%หรือล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างน้อย 20 วินาที หากมือสกปรกอย่างเห็นได้ชัดเจน
  • ตรวจสอบให้ภายในสถานที่ทำงานมีแอลกอฮอล์เจลที่มีแอลกอฮอล์มากว่า 70% เพียงพอ เพื่อส่งเสริมสุขอนามัยของมือ
  • รับทราบวิธีการไอหรือจามที่ถูกวิธี คือไอ จาม ใส่ข้อพับแขนและทำความสะอาดมือด้วยสบู่และน้ำ
  • จัดเตรียมกระดาษทิชชูอยุ่ในภาชนะบรรจุเพื่อให้พนักงานใช้งานได้อย่างสะดวก
  • วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับพนักงานทุกคนในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ
  • ก่อนไปทำงาน ควรจัดเตรียมหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์เจล เพื่อใช้สำหรับตนเองและเพื่อนร่วมงาน
  •    หากพบว่าตนเองมีอาการป่วย น้ำมูก ไอ ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ติดต่อแจ้งหัวหน้ารับทราบ
  • วัดอุณหภูมิก่อนขึ้นอาคาร เพื่อตรวจคัดกรองก่อนเข้าพื้นที่ทำงาน หากพบพนักงานป่วยมีอุณหภูมิร่างกายตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียส ไอ มีน้ำมูก จัดพื้นที่นั่งรอในที่โล่งไม่แออัด ดูแลให้เจ้าหน้าที่ใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และแจ้งมายังสำนักงานเพื่อปฏิบัติตามมาตราการต่อไป
  • รณรงค์ให้พนักงานป้องกันตนเองโดยการล้างมือก่อนเข้าทำงาน และทุกครั้งที่สัมผัสอุปกรณ์ สิ่งของ
    เครื่องใช้ ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก
  • เมื่อเห็นเพื่อนงานมีอาการไอ จาม ผิดปกติ แนะนำให้บุคคลดังกล่าวสวมหน้ากากอนามัย
  • ทำความสะอาดสถานที่ทำงาน
  • วางโปสเตอร์ที่ส่งเสริมให้อยู่บ้านเมื่อป่วย การไอและจามที่ถูกวิธี และการล้างมือที่ถูกวิธี ที่บริเวณประตูทางเข้าที่ทำงานให้โอกาสได้เห็น หรือจัดการให้ความรู้ คำแนะนำ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคกับพนักงานในหน่วยงาน เช่น การให้ความรู้เรื่องการใส่หน้ากากอย่างถูกวิธี การล้างมือที่ถูกวิธี
  • จัดหาสบู่เจลล้างมือแอลกอฮอล์ ภายในสถานที่ทำงาน เช่น ประตูทางเข้าห้องทำงาน 
  • เช็ดทำความสะอาดแบบใช้แล้วทิ้งในพื้นผิวที่ใช้กันทั่วไป  เช่นลูกบิดประตู เก้าอี้ รีโมทโทรทัศน์ แป้นพิมพ์  โต๊ะ  
  • ระมัดระวังการเก็บขยะที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งต่าง ๆ เช่น ทิชชูที่ผ่านการใช้แล้ว ก่อนทิ้งขยะติดเชื้อควรใส่ถุงปิดให้มิดชิด หรือทิ้งในถังขยะติดเชื้อ และล้างมือทำความสะอาด เพื่อป้องกันการตกค้างของเชื้อโรค
  • เฝ้าระวังการแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 ที่อาจจะเกิดขึ้น
  • พนักงานต้องติดตามข้อมูลเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวที่มีการเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงหรืออยู่ร่วมกับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง COVID-19 ควรแจ้งหัวหน้างานทราบ และอ้างอิงถึงคำแนะนำของ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อการปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธี
  • หากยืนยันว่าสมาชิกในครอบครัวมี COVID-19 พนักงานต้องมีการปฏิบัติตัวระหว่างสังเกตอาการที่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ นายจ้างควรแจ้งให้พนักงานทราบถึงความเป็นไปได้ที่จะติดเชื้อCOVID-19 ในที่ทำงาน 
  • ข้อควรพิจารณาในการวางแผน กำหนดวัตถุประสงค์ในหน่วยงานร่วมกัน
  • ลดการแพร่กระจายเชื้อระหว่างพนักงาน
  • เฝ้าระวังคนที่มีความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ
  • กำหนดนโยบาย การหยุดงาน ลางาน หรือทำงานจากบ้าน โดยพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละหน่วยงาน

แหล่งที่มาของข้อมูล